2 รูปแบบในการจัดการองค์กรที่ต่างกัน

การวางโครงสร้างแบบมีแบบมีแผน ที่แน่นอนในการทำงานจะทำให้การจัดการในองค์กรเป็นไปได้โดยง่ายเพราะรู้หน้าที่ว่าต้องทำอะไรและการจัดการเหล่านี้จะสามารถจัดการและประสานงานได้อย่างเป็นรูปแบบที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน

 

ให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางนั้นไปทำงานของตัวเองมีระดับขั้นของการทำงานประสานงานอย่างชัดเจนการจัดการรู้ว่าขอบเขตของการทำงานของตนและแผนกของตนอยู่ในระดับตรงไหน จะทำให้การจัดการความสัมพันธ์ในองค์กรเกิดขึ้นได้เพราะสมาชิกในองค์กรรู้หน้าที่และขอบเขตงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรือหน้าที่ในการทำงานเรานี้เองถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างไร

รวมถึงตำแหน่งของผู้บริหารหรือผู้ให้การตัดสินใจจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถเป็นอย่างมากเพราะจะได้ทำงานของตัวเองด้วยการตัดสินใจเรื่องราวสำคัญสำคัญต่างๆภายในองค์กรจัดการสิ่งที่ทำให้องค์กรนั้นๆเดินหน้าไปได้ สิ่งเหล่านี้เองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในองค์กรต่างๆที่มีการจัดการโครงสร้างขององค์กรอย่างเป็นแบบเป็นแผนให้ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองสิ่งต่างๆ

ไม่ว่างงานและความรับผิดชอบต่างๆจะทำให้งานเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายไปตามแผนที่วางไว้โดยง่าย แต่ใช่ว่าการวางโครงสร้างแบบมีแบบมีแผนจะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จทุกองค์กรเสมอไป มีหลายองค์กรใช้โครงสร้างแบบไม่มีแบบมีแผนไม่จำเป็นต้องระบุตำแหน่งอย่างชัดเจน

แค่ทุกคนทำตามหน้าที่และความถนัดของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ จะตั้งผู้ประสานงานการรวบรวมข้อมูลต่างๆจัดการวางแผนและสร้างสิ่งต่างๆที่ไม่มีกฎเกณฑ์ขึ้นรูปแบบแผนที่เป็นไปตามอิสระเหล่านี้จึงทำให้มีความสบายในการทำงานเป็นอย่างมากเพราะไม่จำเป็นต้อง

ทำงานด้วยการวางแผนมากนักแต่ต้องรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดของการทำงานคืออะไรและเป้าหมายขององค์กรคืออะไรสิ่งเหล่านี้เองจะทำให้การขับเคลื่อนของรูปแบบที่ 2 นี้เป็นไปได้อย่างลื่นไหล อย่างนี้เองจึงจำเป็นต้องมีผู้ประสานงานในความถนัดงานและนำกฎเกณฑ์ต่างๆ

ที่สามารถปรับได้ความสำคัญในสมาชิกในองค์กรก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้โดยที่ไม่มีระดับขั้นในการทำงาน นี่เองจึงเป็นความสำคัญอย่างมากของการทำงานทั้ง 2 ที่มีการเอารูปมารวยแล้วอีกรูปแบบหนึ่งคือการสร้างกฎเกณฑ์เฉพาะทางทั้งสองทางไม่ใช่สูตรสำเร็จในการทำงานขึ้นอยู่กับรูปแบบของแต่ละบริษัทหรือธรรมเนียมของแต่ละบริษัท

ที่มีความแตกต่างกันออกไปและความเข้ากันวัฒนธรรมขององค์กรแต่ละองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การนำทั้งสองมาปรับใช้ในองค์กรจะทำให้การทำงานสะดวกมากยิ่งขึ้นและกำหนดทิศทางขององค์กรได้ง่ายๆว่าจะมีการทำงานแบบใดสมาชิกในองค์กรก็รู้หน้าที่ของตัวเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet บนมือถือ

Amazon ประกาศงดส่งสินค้าบางรายการ

ประชาชนชาวอิตาลีและฝรั่งเศสน่าสงสารเมื่อ Amazon ประกาศงดส่งสินค้าบางรายการไปให้

        เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอย่างกว้างขวางโลกไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบเอเชียหรือแม้แต่อเมริกาหรือยุโรปก็ตามซึ่งปัจจุบันนี้ประชาชนชาวยุโรปไม่ว่าจะเป็นประเทศอิตาลีหรือแม้แต่ฝรั่งเศสต่างก็ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่านี้เป็นส่วนมาก

ซึ่งการแพร่ระบาดนี้ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตทั้งของประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นในทุกๆวันอย่างล่าสุดที่มีรายงานข่าวเข้ามาสำหรับประเทศอิตาลีภายในวันที่ 22 เดือนมีนาคมพศ 2563 เพียงแค่วันเดียวเท่านั้นมีจำนวนผู้เสียชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามากถึง 700 กว่าคนเกือบ 800 คน

ซึ่งทำให้เห็นว่าการรักษาและการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าของประเทศอิตาลียังไม่ได้ผลมากนักดังนั้นทั้งประเทศอิตาลีและประเทศฝรั่งเศสจึงมีการประกาศให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ภายในบริเวณบ้านไม่ให้ออกมาด้านนอกเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่ารวมถึงป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่าและเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นประชาชนอยู่แต่ในบ้าน

ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ทำก็คือการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบออนไลน์และบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดก็คือบริษัทอเมซอนซึ่งเป็นบริษัทของประเทศจีนที่มีการจัดส่งสินค้าทุกรูปแบบให้กับประชาชนทุกคนทั่วโลกหลังจากที่มีข่าวเผยแพร่ออกมาถึงจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น

ในแต่ละวันทางอเมซอนจึงไม่มีการตัดสินใจประกาศออกมาว่าจะงดการจัดส่งสินค้าบางรายการที่ไม่จำเป็นให้กับประชาชนของประเทศอิตาลีและประเทศฝรั่งเศสเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของบุคลากรของอเมซอนเองคิดจะมีการต้องไปส่งสินค้าให้กับชาวเมืองอิตาลีและชาวเมืองของฝรั่งเศส

แต่ทั้งนี้การจัดซื้อสินค้าอย่างเช่นอุปกรณ์เกี่ยวกับเด็กและอาหารการกินรวมถึงสินค้าที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านหรือแม้แต่ของสัตว์เลี้ยงเองทั้ง Amazon ยังจะดำเนินการจัดส่งให้ตามปกติเพียงแต่ว่าตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีการปรับสินค้ารายการไหนบ้างที่ไม่สามารถนำไปส่งให้กับชาวเมืองอิตาลีและชาวเมืองฝรั่งเศสได้นอกจากจำนวนผู้เสียชีวิตของประเทศอิตาลี

จะสูงแล้วของประเทศฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้น้อยหน้ากันเลยเพราะรายงานในวันเดียวกันคืนวันที่ 22 เดือนมีนาคม  ปีพศ 2563 ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามีมากถึง 562 คนเลยทีเดียวซึ่งตอนนี้ข้อมูลสถิติการเสียชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าทั่วโลก

ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาจจะยังไม่เป็นทางการเพราะว่าอาจจะไม่มีการแจ้งเข้ามาโดยรวมแล้วเสียชีวิตไปแล้วอยู่ที่ 12, 726คนซึ่งถือว่าเป็นเชื้อไวรัสที่น่ากลัวเป็นอย่างมากเพราะมีคนล้มตายจากเชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นจำนวนมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้เลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   UFABET เว็บหลัก

รัฐบาลยังจะมัวแต่คิดและตัดสินใจช้าอีกมั้ย

จากผลกระทบการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิดที่ลุกลามมาถึงในประเทศไทยนั้น ด้วยความเป็นจริงก่อนที่ยอดผู้ป่วยที่ติดเชื้อของประเทศไทยจะสูงขึ้นเป็นจำนวนเกินหนึ่งพันคนนั้น ทางรัฐบาลไทยมีโอกาสและมีเวลาป้องกันมากกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วไป

เนื่องจากในช่วงเวลานั้นทางประเทศไทยยังไม่ได้มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ แต่ด้วยการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล ตั้งแต่มีการปล่อยให้กลุ่มผีน้อย แรงงานในไทยที่ไปทำงานที่เกาหลี ผ่านเข้าประเทศโดยไม่ได้มีการคัดกรองผู้ป่วยและไม่กักตัวให้เป็นเรื่องเป็นราว

บวกกับสถานการณ์ที่มีการกักตุนหน้ากากอนามัยจนเกิดความขาดแคลนในอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งในเวลานั้น เหมือนกับรัฐบาลนิ่งนอนใจจนเรียกว่าประมาท และพูดแต่คำเดียวในสไตล์ของผู้นำรัฐบาลของประเทศไทยในยุคนี้ ว่าเอาอยู่ จวบจนกระทั่งก็ยังไม่มาตรการอันใดที่ดูเป็นการป้องกันที่ชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกาศสั่งปิดเมือง หรือตามจับกุมพวกที่ยังคงฝ่าฝืนและไม่ให้ความร่วมมือในการป้องกันตัวเองและผู้อื่น สุดท้ายผลกระทบที่ได้รับซึ่งในเวลาปัจจุบันนี้ มีประชาชนคนไทยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด19 นี้ ไปแล้วทั่วประเทศมียอดรวมจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคน

และยังเลวร้ายไปถึงมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสตัวนี้ไปแล้วรวม เจ็ดราย ซึ่งจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งสะท้อนถึงการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ที่ไม่ได้มีการตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่ได้มีความรู้ในการบริหารประเทศเท่าที่ควร และล่าสุดจากสิ่งที่ทางรัฐบาลจีนได้

เคยใช้วิธีการการสร้างโรงพยาบาลชั่วคราวที่รองรับผู้ป่วยให้มากขึ้น เพราะด้วยอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยนั้น เร็วเป็นทวีคูณในแต่ละวัน ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้เริ่มเข้าข่ายแบบนั้นแล้ว และมีโอกาสที่ผู้ป่วยจะมีมากกว่า แพทย์และพยาบาลที่พร้อมจะดูแล รวมไปถึงที่สำคัญของเตียงหรือที่พักคนไข้

ที่มีแนวโน้มว่าหากเกิดปัญหาเช่นนั้นจะทำให้ขาดแคลนในเรื่องของการหาที่พักรับรองผู้ป่วย ซึ่งทางเอกชนโดยสมาคมคอนกรีต ได้มีการเสนอเรื่องการสร้างโรงพยาบาลชั่วคราวในสิบสี่วัน รวมจำนวนหนึ่งพันเตียง เพราะหากดูตามจำนวนของเตียงโรงพยาบาลผู้ป่วยที่มีอยู่ในประเทศไทยนั้น

ปัจจุบันมีรวมกันทั้งหมดอยู่ที่เจ็ดพันเตียงเท่านั้น แต่จากแนวโน้มและการวิเคราะห์ของเหล่าทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยนั้น ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ว่า มีโอกาสที่จะมีผู้ติดเชื้อไวรัสตัวนี้สูงถึง สามแสนห้าหมื่นคนและต้องนอนโรงพยาบาล ห้าหมื่นสามพันคน และเสียชีวิตมากกว่าเจ็ดพันคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าจากการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้น ผู้ป่วยมีมากกว่าเตียงผู้ป่วยรวมกันทั้งประเทศ คราวนี้รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรอีก

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

การกำหนดเป้าที่จะลงทุน

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะคนเราทุกคนส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายมากกว่าหนึ่งเป้าหมาย อีกทั้งความจำเป็นในการใช้เงินอาจเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะของชีวิต ดังนั้นการลงทุนที่ดีจึงควรเตรียม เงินสำรองยามฉุกเฉิน เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายประมาณ สามถึงหกเดือน

เพื่อไม่ให้กระทบกับการลงทุนส่วนอื่นๆ ยามเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา จากนั้นจึงค่อยกำหนดเป้าหมายการลงทุนต่างๆ ตามความจำเป็น  โดยทั่วไปเป้าหมายที่มีระยะเวลาการใช้เงินสั้นที่สุด ต้องลงทุนในสินค้าทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด ส่วนเป้าหมายที่มีระยะเวลาการใช้เงิน ยาวออกไป

เราสามารถลงทุนในสินค้าทางการเงินที่มีความเสี่ยงมากขึ้นได้ และควรมีการกระจายการลงทุนและปรับการจัดสรรสินทรัพย์อยู่สม่ำเสมอ และจะเกิดอะไรขึ้น หากเราจัดระยะเวลาการลงทุนที่ไม่เหมาะสมกับการลงทุน  เช่นหากท่านสะสมเงินเพื่อการศึกษาของลูกในอีก สิบแปดปีข้างหน้า

ซึ่งถ้าหากท่านเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ท่านจะต้องสะสมจำนวนเงินออมในแต่ละปีให้มากพอ ที่จะชดเชยเงินเฟ้อทางการศึกษาในอนาคต ซึ่งเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าห้าเปอร์เซ็นต์ต่อปี ทั้งสถานศึกษาในไทยและต่างประเทศ แต่ถ้าหากท่านที่สะสมเงินให้เพื่อเรียนในอีกสองปีข้างหน้า

แต่ดันเลือกการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนั้น ซึ่งจะทำให้มีความผันผวนมากในระยะสั้น ก็จะเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสม เพราะมีโอกาสที่จะไม่บรรลุตามเป้าหมายจากความผันผวน ซึ่งทั้งสองตัวอย่างที่ยกมาให้ดูกันนั้น จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงและระยะเวลาในการลงทุนไม่เหมาะสมกัน

โดยในโลกของความเป็นจริง หากเตรียมการเงินไว้เพื่อการศึกษาไว้ไม่พอ เมื่อถึงเวลาชำระค่าเทอม เงินส่วนที่ขาดมักถูกดึงมาจากเป้าหมายอื่น เช่นจากเพื่อการท่องเที่ยว หรือเพื่อการเกษียณ ซึ่งจะทำให้บรรลุเป้าหมายอื่นๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นการที่ทุกคนมีเป้าหมายทางการเงินที่หลากหลาย

การรวมเงินทุกเป้าหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั้น มันอาจจะดูสะดวกดี แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ จะไม่สามารถแยกเป้าหมายการลงทุนอย่างชัดเจนได้  อีกทั้งยังยากต่อการกำหนด หรือบอกได้ว่า การลงที่ลงทุนไปนั้นเพื่ออะไร จะต้องใช้เมื่อไหร่และใช้จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งผลที่ตามมาคือความเครียดและความไม่สบายใจ

ดังนั้นคนเราหากจะลงทุนหรือตั้งเป้าหมายที่จะเก็บเงินเพื่อลงทุนหรือทำอะไรนั้น เราควรจะต้องวางแผนไว้ให้ดี และกำหนดทิศทางของเป้าหมายให้ชัดเจน และที่สำคัญแยกออกจากกันให้เด็ดขาดของเป้าหมายแต่ละเป้าหมาย เพราะปัญหาส่วนใหญ่ของคนที่ทำไม่สำเร็จ คือคนที่เอาเป้าหมายหลายๆอย่างมารวมกัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   gclub ทดลองเล่นฟรี

สามสิ่งที่ควรทำ หากต้องการหนีจากไข้โควิด

ด้วยสถานการณ์ที่ยังคงแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 นั้น ยังคงมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตัวนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและลุกลามไปยังทั่วโลก ซึ่งดูแนวโน้มว่าจะไม่ยอมจบหรือไข้ไวรัสตัวนี้จะหมดไปง่ายๆ และทุกประเทศก็มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดนี้กันแล้วเกือบทุกประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมองย้อนกลับมาว่า หากเราจะช่วยกันหยุดการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสตัวนี้นั้น เราต้องหยุดด้วยการเริ่มต้นที่ตัวเอง ซึ่งสามสิ่งแรกที่เราควรจะทำนั้นก็คือ

หนึ่ง พยายามออกกำลังและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ ซึ่งเคยมีสุภาษิตจีน ได้กล่าวไว้ว่า การออกำลังกาย เป็นพลังของชีวิต ขอเพียงไม่หยุดออกกำลังการ พลังชีวิตก็จะยังคงอยู่ ซึ่งนั่นหมายความว่า ภูมิต้านทานในร่างกายที่แข็งแรง จะสามารถยับยั้งและต้านทานเชื้อไข้ไวรัสโควิด19 ได้

ดังนั้นการรักษาสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และนอกจากการออกกำลังกายแล้วนั้น การทำกิจวัตรประจำวันก็มีส่วนสำคัญที่จะเสริมสร้างสุขภาพนี้ด้วย เพราะเราต้องพยายามนอนให้เร็วและตื่นเช้า พูดง่ายคืออย่านอนดึก และต้องไม่อดนอน พยายามนอนให้เต็มอิ่ม ไม่ดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ ซึ่งกิจวัตรพวกนี้จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับเราได้ในอีกทางหนึ่ง

สอง ควรจะมีนิสัยการกินที่ดี เพราะคนจีนได้กล่าวไว้ว่า โรคภัยเข้าทางปาก ภัยพิบัติก็ออกจากทางปากเหมือนกัน ซึ่งธรรมชาติให้อวัยวะบนใบหน้ามาเป็นคู่ คือ มีตาสองตาแต่ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือ มองดู และจมูกก็มีสองรู แต่ก็ทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือหายใจ ส่วนหูก็มีสองหูและทำหน้าที่เหมือนกันคือ ฟัง  แต่ปากกลับมีเพียงหนึ่งปาก

แต่กลับทำหน้าที่สองอย่างคือ กินและพูด หากเราพูดไม่ดี จนเกิดปัญหา เกิดเรื่อง นั่นคือภัยพิบัติออกจากปาก ส่วนโรคภัยเข้าทางปาก ก็มาจากการกิน ดังนั้นการมีนิสัยการกินที่ดีนั้น จึงเป็นหลักประกันที่สำคัญของสุขภาพ ดังนั้นการกินควรจะกินผักผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ และไม่ควรกินของเย็นหรือของมัน เพื่อไม่ให้ระบบกระเพาะและลำไส้ต้องทำงานหนัก

สาม ต้องรู้จักรักตัวเอง และสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเอง เพราะด้วยสถานการณ์ที่โรคภัยยังคงแพร่ระบาดอยู่นี้ การสร้างความปลอดภัยที่ให้กับตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และหมั่นทำความสะอาดล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอลล์อยู่เป็นประจำ และควรงดไปสถานที่ที่แออัด และเว้นระยะห่างทางสังคม 

ซึ่งถ้าใครมีสามสิ่งนี้อยู่ในตัว ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า ไข้ไวรัสโควิดนี้จะมาอยู่ในตัวเรา

 

สนับสนุนโดย   gclub

เรื่องที่ควรเลิกทำ หากอยากมีความสุข

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ไม่ว่าไล่กันมาตั้งแต่เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ต่อมาด้วยค่าฝุ่น 2.5 PM. จนมาถึงไข้ไวรัสโรคระบาดโควิด 19 ซึ่งปัจจุบันนี้คนไทยเข้าขั้นวิกฤติ ไม่บ้าก็สติแตก ซึ่งถ้าเรายังปล่อยความคิดไปแบบนี้รับรองว่าพังแน่

อยากให้ทุกคนตั้งสติ และพยายามปรับความคิดกันใหม่ในทุกๆเรื่อง ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง อะไรที่เราทำแล้วไม่มีความสุขก็อย่าไปทำ ถ้าใจบอกว่า “ไม่” ก็อย่าไปเผลอตอบรับว่า “ใช่” อย่าฝืนใจตัวเองถ้าต้องทำอะไรสักอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือความรับผิดชอบอื่นๆ เพราะการตอบว่า “ใช่” หรือ “ได้” แต่ในใจคิดรู้สึกตรงข้ามก็เลิกซะ

กับนิสัยแบบนี้เพราะนอกจากจะทำให้ชีวิตวุ่นวายมากกว่าคนอื่นโดยไม่จำเป็นแล้ว จิตใจคุณก็จะไม่มีความสุข หรือจะเป็นการพูดถึงคนอื่นในแง่ที่ไม่ดี เอาง่ายๆ ก็คือการนินทาแหล่ะ เราควบคุมความคิดคนอื่นไม่ได้ก็จริง แต่เราห้ามความคิดตัวเองได้ เรื่องคนอื่นไม่ต้องเอามาใส่ใจ ปล่อยให้เป็นเรื่องของเค้าไป

เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของเรา และอย่าจมปลักอยู่กับความผิดพลาด เพราะใครๆ ก็เคยทำผิดพลาดกันทั้งนั้น ที่สำคัญเรียนรู้ให้ความผิดพลาดครั้งนี้จำเป็นบทเรียน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำผิดซ้ำอีก และไม่ต้องมาตอกย้ำตัวเองว่าฉันไม่ดี ฉันผิด ให้อภัยตัวเอง

เพราะยังมีสิ่งดีๆ และสวยงามรออยู่ข้างหน้า ที่สำคัญอย่าเอาแต่คาดหวังกับความเพอร์เฟ๊กซ์ ช่วยท่องเอาไว้ว่า “ความสมบูรณ์แบบไม่มีจริง” หลายครั้งถ้าเราคาดหวัง ไอ้ความเพอร์เฟ๊กซ์ นี่แหละที่จะทำลายความสุข เราควรจะดึงความสุขมาว่าไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราไปหมดทุกเรื่องหรอก

และไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น เรื่องบางเรื่องเปลี่ยนตัวเองยังเปลี่ยนยาก ดังนั้นเลิกคิดที่จะเปลี่ยนคนอื่นเดี๋ยวนี้ เพราะมันทำลายสุขภาพจิตเปล่าๆ หากอยากมีความสุข ก็แค่ทำใจยอมรับ เราเป็นเรา เขาเป็นเขา ดังนั้นคงมีไม่ถูกใจกันบ้าง ไม่ต้องมองโลกในแง่ดีหรือแง่ร้ายจนเกินไป

เพราะถ้าเราไม่มองอยู่บนโลกความเป็นจริง จะทำให้ชีวิตเราเสียสมดุล ซึ่งจะทำให้เรามองอะไรง่ายไปหมด หรือจะทำให้เรากลายเป็นคนหวาดระแวง และในชีวิตเราก็ไม่จำเป็นต้องไปอิจฉาใคร หรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะนี่คือภัยร้ายที่จะทำลายความสุขของเราไปหมดเลย

และอย่าเอาความสุขของเราไปผูกไว้กับคนอื่น ปล่อยวาง และหันมารักตัวเองเยอะๆ เพราะเมื่อวันที่เค้าไม่อยู่กับเรา เราจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ทางเข้า ufabet มือ ถือ

รัฐบาลชุดนี้ดีพอแล้วหรือยัง

อย่าถามหาจิตสำนึกจากประชาชน แต่จงถามหาว่ารัฐบาลชุดนี้ดีพอแล้วหรือยัง

หลังจากที่กรุงเทพฯ และอีกหลายๆ จังหวัดได้มีมาตรการคำสั่งให้ปิดห้างร้านต่างๆ รวมไปถึงการสั่งการให้ร้านอาหารไม่ว่าจะอยู่ในห้าง คอมมูนิวตี้มอลล์  ตึกแถว ร้านค้าตามบ้าน หรือแผงลอย ให้งดการให้นั่งรับประทานอาหารที่ร้าน แต่เปลี่ยนเป็นวิธีการให้ซื้อกลับไปกินที่บ้านแทนได้อย่างเดียว

ซึ่งทุกสิ่งสร้างผลกระทบให้กับแรงงานภาคการบริการทั้งหมด และหลายคนไม่มีงานทำต้องกลับภูมิลำเนา ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศนี้ออกมา ได้มีเสียงเรียกร้องและขอความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลถึงประชาชนตาดำๆ ทุกคนว่า อย่ากลับภูมิลำเนา

เพราะการเดินทางกลับภูมิลำเนาของพวกคุณ คือการแพร่กระจายไวรัสออกเป็นวงกว้างไปยังทั่วประเทศไทย ซึ่งคำเหล่านี้คือคำขอร้องและความร่วมมือจากรัฐบาล แต่ไม่มีเสียงใดออกมาหรือคำพูดใดๆออกมาจากรัฐบาลว่า แล้วเราจะเยียวยาพวกคุณที่ต้องตกงาน 

ไม่มี ไม่มีเลยแม้แต่คำเดียว การเป็นคนจนในประเทศนี้ ล้วนถูกตีตราทั้งสังคมเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่โง่ จน เจ็บ ยิ่งจนยิ่งกินเหล้า เกษตรกรเผ่าป่า ตัดป่าทำไร่ ฯลฯ อีกมากมาย

ซึ่งในความเป็นจริงนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเกือบทั้งหมดนี้ ก็ล้วนมาจากคำพูดของรัฐบาลทั้งนั้น ที่ไปต่อว่าและดูแคลนคนเหล่านี้ เช่นเดียวกับกรณีนี้ ที่ประชาชนคนจน ถูกต่อว่าและประณามว่าไม่มีจิตสำนึก และไม่รับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งอยากถามกลับว่า แล้วรัฐบาล รับผิดชอบอะไรกับคนเหล่านี้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ออกมาสร้างความสับสนให้กับประชาชนเหมือนกับว่าทีมงานในรัฐบาลไม่เคยปรึกษาหารือหรือทำงานร่วมกันมาก่อน

ได้ออกมาสั่งปิดสถานที่ต่างๆ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนและมีผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้แรงงานด้านบริการกันทั้งนั้น เพราะการปิดลักษณะนี้ทำให้พนักงานและแรงงานบางกลุ่ม ถูกเลิกจ้างไปในทันที ถึงจะเป็นการเลิกจ้างชั่วคราวก็เถอะ แต่คนพวกนี้บางส่วนรับค่าจ้างเป็นรายวัน นั้นหมายความว่าเค้าจะไม่มีรายได้ไปตลอดที่มีการสั่งปิดสถานที่ต่างๆของรัฐบาล พนักงานห้างก็ไม่มีงานทำ พนักงานเสริฟ์ก็ไม่จำเป็นต้องมีแล้ว

เพราะร้านอาหารขายแบบซื้อกลับบ้านเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าสิ่งที่รัฐบาลคิดไม่ถึง หรืออาจจะไม่ได้คิดเลยว่า จะทำอย่างไรกับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างนี้ดี และจะเหยียวยาพวกเค้าเหล่านี้อย่างไร หรือจะทำเพียงแค่ขอร้องว่าอย่ากลับภูมิลำเนาเลย เพราะมันเป็นการแพร่กระจายเชื้อไวรัสออกไปเป็นวงกว้าง รัฐบาลทำได้แค่นี้จริงเหรอ ซึ่งอยากบอกว่าเห็นด้วยกับการปิดประเทศนะ แต่ควรจะมีสามัญสำนึกแผนการที่จะรองรับกับการปิดประเทศให้กับแรงงานภาคบริการเหล่านี้กันก่อนมั้ย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   จีคลับคาสิโนออนไลน์

วิกฤติโควิด คร่าเศรษฐกิจไทยสาหัส

หลังจากที่ผลกระทบเศรษฐกิจของไทยที่เกิดจากไวรัสโควิดนั้น ส่งผลกกระหน่ำให้เศรษฐกิจอยู่ในขั้นวิกฤติ เพราะในความเป็นจริงก่อนที่จะมาถึงเรื่องไข้ไวรัสระบาดนั้น ทางเศรษฐกิจไทยก็อยู่ในช่วงที่แย่อยู่แล้ว พอมาจากสถานการณ์โควิดเข้าไปนั้น เปรียบเสมือนเข้าข่ายหามส่งโรงพยาบาล จากเดิมที่อยู่ในช่วงเจ็บป่วย ซึ่งทางด้านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ได้ออกมาบอกว่า วิกฤติการณ์ครั้งนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงมากว่าช่วงต้มยำกุ้ง 2540 เสียอีก โดยครั้งเรามีปัญหากับสถาบันการเงินและบริษัทใหญ่ที่มีการกู้เงินดอลล่าร์จากต่างผประเทศเยอะ ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก ยังพอช่วยประคองเศรษฐกิจได้

โดยเฉพาะเมื่อค่าเงินบาทในตอนนั้นอ่อนลงมา ทำให้เราส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น แต่พอมาครั้งนี้ ผลกระทบที่รุนแรงกลับเป็นการท่องเที่ยว เกษตรกรรมและการบริโภคภายในประเทศซึ่งเป็นเหมือนเสาหลักของ GDP ของประเทศไทย

แถมวิกฤติครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อทั่วโลก แม้แต่ภาคการผลิตและส่งออกก็ชะลอตัวจากคำสั่งซื้อที่ลดลงด้วย และจากผลกระทบดังกล่าวนี้ อาจจะทำให้มีคนตกงานถึง ห้าล้านคนและ GDP ของปีนี้จะลดลงมากกว่า หกเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ดังนั้นในช่วงเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้วิกฤติของประเทศในครั้งนี้ได้ก็คือ มาตรการของภาครัฐ ที่ต้องหาทางเร่งดำเนินการในการช่วยเหลือคน

และสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจในการเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาขอเรื่องการระบาดไข้ไวรัสให้เด็ดขาด เพราะถ้าระบาดไม่จบ วิกฤติก็ไม่จบ จึงต้องมีการให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบด้านนี้ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศที่ทำได้ดี อย่างประเทศเกาหลีใต้ และประเทศสิงค์โปร์

รวมไปถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตินี้ ทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศอย่างอเมริกา หรือสิงค์โปร์นั้น ก็ได้มีการใช้ตัวเลข 10% ของ GDP ที่ผ่านมาเพื่อใช้ให้มีกรอบวงเงินหนี้สาธารณะที่สามารถใช้ได้ และไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ IMF

โดยให้มีมาตรการที่ครอบคลุมประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ลูกจ้าง อาชีพอิสระ และเจ้าของธุรกิจ ซึ่งทางรัฐบาลเองต้องคิดให้รอบครอบ ไม่ใช่เป็นการแยกคิดแต่ละกระทรวง เพราะจะทำให้เกิดความสับสน ว่าใครได้ไม่ได้ และต้องชะลอการเลิกจ้างให้มากที่สุด

เพราะเมื่อใดก็ตามที่แรงงานถูกเลิกจ้าง โอกาสจะเข้ามาสู่ระบบก็ยาก เสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีกมากมาย ต้องให้ความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความต้องการ เช่นธุรกิจขนาดเล็กอาจจะไม่ต้องการเงินกู้เพิ่ม เพราะหนี้ปัจจุบันก็มากอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนรอดในครั้งนี้ได้ก็คือ รัฐบาลที่จะนำพาประเทศไปทางใดมากกว่า

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   สูตร บาคาร่า ufabet

ทำงานอยู่บ้าน ก็ต้องให้ได้งานด้วยสิ

จากมาตรการที่ทางรัฐบาลไทยได้มีการรณรงค์ให้คนทำงานอยู่ที่บ้าน เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 ที่กำลังลุกลามไปทั่วประเทศไทย แต่เมื่อหลายๆคนได้ลองเริ่มทำงานอยู่ที่บ้านแล้วอาจจะมีความรู้สึกว่าไม่เหมือนที่ทำงาน และดูจะไม่ได้งานซะด้วย

เพราะเหตุผลในเรื่องของอุปกรณ์การทำงาน และอารมณ์มันไม่ได้ มันไม่เหมือนออฟฟิศ มันคือห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นที่เมื่อก่อนมีไว้นอน กับนั่งดูทีวี ดังนั้นเพื่อให้อยู่บ้านแล้วได้งาน เรามาปรับอารมณ์ของการทำงานด้วยการตกแต่งสถานที่บ้านให้เป็นห้องทำงานส่วนตัวกันด้วยสไตล์หลายๆ แบบ ซึ่งแต่ละสไตล์ก็จะให้ความรู้สึกอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เช่น สไตล์ห้องทำงานสีชมพู ที่แน่นอนว่าคงต้องเหมาะกับผู้หญิงสาวๆ

ที่ชื่นชอบสีชมพู และมีความน่ารักในตัวเอง ด้วยการแค่หาอุปกรณ์การทำงานที่เป็นสีชมพู มาตกแต่งกัน ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ ปฏิทิน กระดาษโน้ต แค่นี้ก็จะช่วยคุมโทนโต๊ะทำงานให้น่าทำงานสุดๆ ไปเลย หรือถ้าเป็นแนวชอบเกาหลี ก็ต้องสไตล์เอิร์ธโทน  เพราะนอกจากจะได้ทำงานแล้วยังได้มุมถ่ายรูปตรงโต๊ะทำงานเก๋ๆ ลงอินสตาแกรมอีกด้วย  ซึ่งการจัดโต๊ะสไตล์นี้ช่วยให้เราสบายตา ผ่อนคลาย งานลงไปเยอะ

ซึ่งการจัดแนวนี้จะใช้พื้นที่ค่อนข้างน้อยอีกด้วย หรือจะเป็นแนวสไตล์สีขาวคลีนๆ ดูสะอาดตา และแถมการแต่งห้องทำงานแบบนี้ไม่ยากด้วย แค่เน้นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสีขาว หาไอเทมสีขาวมาเพิ่มนิดเพิ่มหน่อยก็ดูสบายตาเป็นระเบียบดีอีกด้วย และการแต่งแบบนี้จะช่วยให้ได้ไอเดียใหม่ๆในการทำงานอีกด้วย ส่วนสาวกชาวดาร์กที่ชอบสีดำ ก็สามารถทำได้นะ เพียงแต่อย่างให้มันทึบจนเกินไป

อาจจะใช้สีอื่นเข้าเป็นตัวช่วยเช่นสีขาว หรือสีเทา แค่นี้ก็จะทำให้ห้องทำงานชาวดาร์กดูน่าทำงานและอยากทำมากขึ้นอีกด้วย ส่วนอีกสไตล์ก็จะเป็นสไตล์ธรรมชาติ ที่ต้องหาต้นไม้ที่สามารถปลูกในบ้านได้แล้วมาตกแต่ง แค่นี้ก็จะได้โต๊ะทำงานที่ร่มรื่นแล้ว

อีกทั้งการมีสีเขียวจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดของการทำงานได้อีกด้วย เหมือนนั่งทำงานอยู่ในร้านคาเฟ่ หรือร้านกาแฟยังไงยังงั้นเลย แต่ไม่ว่าจะเป็นการจัดห้องทำงานอย่างไรนั้นก็ตาม หากเรามีความรับผิดชอบและมีวินัยในตัวเองก็จะทำให้เราได้งานตามที่เราต้องการอย่างแน่นอน เพียงแต่การจัดห้องในสไตล์ของคุณ จะเป็นการช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้อีกทางหนึ่ง

 

สนับสนุนโดย   สมัครเอเย่นต์ ufabet

เมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ทำยังไงไม่ให้รู้สึกเบื่อ

จากสภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดไข้ไวรัสโควิด ที่มีความทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวันในแต่ละประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยนั้น จนได้มีมาตรการคำสั่งแกมขอร้องจากฝ่ายรัฐบาลให้มีการรณรงค์ ให้ทำงานอยู่ที่บ้าน เพื่องดการสัญจรและพบปะผู้คน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิด19 

รวมถึงเป็นการเว้นระยะห่างของสังคมด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งแต่ละบริษัทฯ ก็ต้องทำตามและให้ความร่วมมือกันทุกฝ่าย ซึ่งในเวลานี้ พนักงานแต่ละบริษัทฯ ก็เริ่มทำงานที่บ้านเป็นเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการทำงานที่บ้านกับทำที่ทำงานนั้นก็คงมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน ด้วยเรื่องของอุปกรณ์การทำงาน สถานที่ในการทำงาน และอีกหลายๆ อย่าง ดังนั้น เราควรจะทำอย่างไรไม่ให้รู้สึกเบื่อ เมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้าน

ปรับมุมทำงานของตัวเองให้น่ามองและน่าทำงาน เพราะเมื่อหลายๆคนตอนอยู่ออฟฟิศก็จะมีวิธีการจัดโต๊ะทำงานของตัวเองให้ดูน่าสนใจหรือให้ผ่อนคลายที่สุด ดังนั้นถ้าเราต้องใช้เวลาอยู่กับการทำงานทั้งวันที่บ้าน กับห้องสี่เหลี่ยมมุมเดิมๆ ดังนั้น เรามาเริ่มด้วยการจัดห้องทำงานส่วนตัวของคุณในแบบสไตล์ที่คุณชอบได้เลย เพราะมันคือโลกส่วนตัวของคุณที่คุณอยากจะจัดยังไงก็ได้ แถมที่ทำงานยังไม่สามารถทำแบบนี้ได้อีกด้วยนะ

ใช้เวลาของการเดินทาง นำมาทำอย่างอื่นแทน การทำงานที่บ้านมีประโยชน์อยู่อย่างหนึ่งคือ คุณไม่ต้องเสียเวลาการเดินทาง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำงานให้เร็วกว่าเดิม  จึงอยากให้คุณลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในช่วงก่อนเริ่มงานหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น เช่นจากที่คุณเคยอยู่บนรถที่ต้องนั่งไปทำงานเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงนั้น คุณลองหันมาออกกำลังกายแทนสักหนึ่งชั่วโมง ซึ่งจะได้ประโยชน์กับตัวคุณด้วย

Chat หรือวิดีโอคอล แน่นอนการทำงานอยู่ที่บ้านคือการทำงานคนเดียว แต่ตัวคุณและเพื่อนรวมถึงหัวหน้า ก็สามารถจัดเวลาที่จะ Call หากันเพื่อประชุมผ่าน Face time กันก็ได้จะได้ไม่เหงาจนเกินไปหนัก เพราะเดี๋ยวนี้ เทคโนโลยี ก้าวล้ำไปไกลมาก

หาเวลาพักเบรก  แน่นอนว่าเวลาคุณทำงานอยู่ที่บ้านคุณอาจจะมีความกังวลว่าจะไม่ได้งานเหมือนกับทำที่ทำงาน คุณจึงมัวแต่ที่จะพยายามเร่งทำงานจนลืมเวลาพัก ดังนั้นเราจึงอยากให้คุณลองแบ่งเวลาพักให้เหมือนคุณอยู่ออฟฟิศที่ทำงาน จะได้ไม่รู้สึกกดดันจนเกินไปนัก

จุดพลังในตัวด้วยการใส่ชุดทำงาน บางคนบอกว่าถ้าใส่ชุดอยู่บ้านแล้วเหมือนไม่ได้ทำงาน ถ้าคุณมีความรู้สึกอย่างนั้น จัดเต็มเลย ไม่ต้องแคร์สายตาคนในบ้าน ก็เราทำงานอยู่บ้านนี่น่า ใช่มั้ยหล่ะ

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครยูฟ่าเบท